โครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ชื่อเรื่อง (ภาษาไทย) ผลของการฝึกมิราเคิลไทชิที่มีต่อระดับการต้านอนุมูลอิสระ และสุขสมรรถนะในหญิงสูงอายุ
(ภาษาอังกฤษ) EFFECTS OF MIRACLE TAI CHI TRAINING ON ANTIOXIDANT STATUS
AND HEALTH-RELATED PHYSICAL FITNESS IN ELDERLY WOMEN
ชื่อผู้วิจัย
หัวหน้าโครงการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถกร ปาละสุวรรณ
ภาควิชาจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิก คณะสหเวชศาสตร์
ผู้ร่วมวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดรุณวรรณ สุขสม
กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพประยุกต์
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รองศาสตราจารย์ สุพรรณ สุขอรุณ
หน่วยวิจัยทางจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิกภาควิชาจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิก
คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์ ดร. ดวงดาว นันทโกมล
หน่วยวิจัยทางจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิกภาควิชาจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิก
คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นางสาวฉัตรดาว อนุกูลประชา
นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาสรีรวิทยาการกีฬา
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาผลของการฝึกมิราเคิลไทชิที่มีต่อระดับการต้านอนุมูลอิสระในเลือด และสุขสมรรถนะในหญิงสูงอายุ
คำสำคัญ
ไทชิ การต้านอนุมูลอิสระ สุขสมรรถนะ สมรรถภาพการทำงานของปอด ผู้สูงอายุ (Tai Chi, antioxidant status, health-related physical fitness, lung function, elderly)
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจุบันกลุ่มประชากรผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนมากขึ้นเนื่องจากประชากรโลกมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นและ
อัตราการเกิดทั่วโลกลดลง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกได้คาดประมาณว่า ในปี ค.ศ.2025 โลกจะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 800 ล้านคน และ 2 ใน 3เป็นประชากรที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา (องค์การอนามัยโลก, 2002)
ในประเทศไทย จากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ 3 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีจำนวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จำนวนประชากรสูงอายุหรือประชากร ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 1.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2503 เป็นประมาณ 7.4 ล้านคนในปี พ.ศ. 2550 และคาดว่าจะเพิ่มถึง 17.7 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 โดยเมื่อเทียบสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุในปี พ.ศ. 2550 มีประมาณ 1 ใน 10 ของประชากรไทยทั้งหมดและคาดประมาณกันว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็นถึง 1 ใน 4 ภายในปี พ.ศ. 2573 แสดงให้เห็นว่า อัตราการเพิ่มของประชากรในวัยสูงอายุได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าอัตราการเพิ่มของประชากรโดยรวมอย่างมาก จากการที่สัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ลักษณะการพึ่งพาทางเศรษฐกิจและการเกื้อหนุนทางสังคมระหว่างประชากรวัยต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป เห็นได้จากอัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ. 2537 มีอัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุเท่ากับ 9.3 ปี พ.ศ. 2545 ลดลงมาเป็น 7.0 และปี พ.ศ. 2550 ลดลงมาเหลือ 6.3 หมายความว่ามีคนที่อยู่ในวัยแรงงาน 6 คน ที่จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน ศักยภาพของวัยแรงงานในการสนับสนุนผู้สูงอายุลดลงในส่วนของผู้สูงวัยเองก็มีแต่ภาวะเสื่อมถอยทั้งทางร่างกายและจิตใจและยิ่งมีอายุยืนยาวมากขึ้น ความเสื่อมถอยยิ่งมีมากขึ้นเป็นลำดับ โอกาสการเผชิญกับภาวการณ์เจ็บป่วยและการช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงมีมากขึ้น กว่าวัยอื่นๆ ซึ่งจากสาเหตุดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ส่งผลถึงความมั่นคงของสังคมโดยรวม กล่าวคือผู้อยู่ในวัยแรงงานจะต้องรับภาระผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นและ
ในที่สุดทั้งผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานและผู้สูงวัยจะอยู่ในสภาพอ่อนแอทั้ง 2 ฝ่าย ไม่สามารถเกื้อหนุนกันได้ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2551)
สังคมไทยจึงมีการตื่นตัวมุ่งให้ความสำคัญแก่ผู้สูงอายุเหล่านี้โดยมีการกำหนดเป็นนโยบายและมาตรการต่าง ๆ หาแนวทางในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ประชากรกลุ่มนี้ เพื่อสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมวัย มีสภาพจิตใจที่เป็นสุข และสามารถทำประโยชน์แก่สังคมได้ตามอัตภาพ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2547)
ผู้สูงอายุต้องพบกับปัญหาการเสื่อมของร่างกาย โดยร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย โดยเฉพาะวัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงร่างกายในทุกๆ ด้าน เป็นผลมาจากความเสื่อมตามอายุ โดยการเสื่อมของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป หรือแม้แต่บุคคลเดียวกันขบวนการเปลี่ยนแปลงของระบบอวัยวะแต่ละอย่างก็จะแตกต่างกันไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุแต่ละ
คนแตกต่างกันไปตามระดับสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้คุณภาพชีวิต (Quality of life) ของผู้สูงอายุลดลง (สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2553) ปัญหาด้านสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุคือการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเกิดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ จากข้อมูลการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับบาดเจ็บ จากสาเหตุภายนอกเกิดจากการพลัดตกหกล้มถึงร้อยละ 40.4 (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2552) และพบว่าจำนวนของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการหกล้มจะเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการหกล้มในผู้สูงอายุส่วนหนึ่งมาจากการสูญเสียการทรงตัวซึ่งมีสาเหตุมาจากการเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกายของผู้สูงอายุ เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท เป็นต้น และอีกปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ คือ การเสื่อมสมรรถภาพของระบบหายใจ ทำให้ผู้สูงอายุ มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อยง่าย และมีความทนทานในการทำงานลดลง เป็นการแสดงถึงการลดลงของความสามารถในการทำงานของอวัยวะ และโครงสร้างของระบบหายใจ ซึ่งปอดเป็นหนึ่งในอวัยวะของระบบหายใจ พบว่าผู้สูงอายุมีความยืดหยุ่นและความสามารถในการหด-ขยายตัวของปอดลดลง พื้นที่แลกเปลี่ยนแก๊สของถุงลมปอดลดลง เป็นผลให้มีความจุปอดลดลงไปด้วย (สมนึก กุลสถิตพร, 2549)
นอกจากความเสื่อมทางสมรรถภาพทางร่างกายแล้ว ผู้สูงอายุยังมีความเสื่อมในระดับเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลในการกำจัดอนุมูลอิสระต่างๆ (reactive free radicals) ที่เข้ามาสู่ร่างกาย ซึ่งอาจจะชักนำให้เกิดการมีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่ร่างกายจะกำจัดได้ ส่งผลให้เกิดอนุมูลอิสระเกินสมดุลหรือเรียกว่าเกิดภาวะออกซิเดทีฟสเตรส (oxidative stress) (Harman, 1956) ภาวะออกซิเดทีฟสเตรสที่เกิดจากปัจจัยของวัยชรา (age-induced oxidative stress) จะส่งผลให้เกิดอนุมูลอิสระไปจับกับโมเลกุลของกรดนิวคลีอิค โปรตีน และไขมันในเซลล์ แล้วส่งผลให้เซลล์เสียสภาพ และตายลงก่อนวัยอันควร (Finkel and Holbrook 2000) หากเกิดกระบวนการเหล่านี้เป็นจำนวนมากก็อาจจะชักนำให้เกิดโรคต่างๆ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ และโรคมะเร็ง เป็นต้น (Jenner, 1994; Knight, 1995)
การออกกำลังกายเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุจะต้องให้ความหนัก ความเหนื่อยที่เพียงพอใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และต้องเป็นการออกกำลังกายที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บ การออกกำลังกายไม่ควรหักโหม หรือทำด้วยความรุนแรง และไม่เน้นการแข็งขัน ควรมีการลงน้ำหนักและให้กล้ามเนื้อได้ออกแรง (บรรลุ ศิริพานิช, 2541)
ไทชิ (Tai Chi) เป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่นำการฝึกลมปราณและสมาธิมารวมกัน เป็นรูปแบบการบำบัดทางร่างกายและจิตใจที่เรียกว่า “mind-body therapy” มีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่าไทชิช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพปรับสภาวะทางจิตใจ ลดความเครียด ชะลอความแก่ และเพิ่มการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด (Wang et al, 2004) ไทชิเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ประหยัด และไม่ต้องการเครื่องมือพิเศษใดๆและแม้ไทชิจะเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่มีความเร็วในการเคลื่อนไหวต่ำ(low velocity) แต่มีระดับความหนักในการใช้พลังงานเทียบเท่ากับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกในระดับปานกลาง (moderate intensity) (Lan et al, 2008) ซึ่งน่าจะส่งผลกระตุ้นต่อการเมทาบอลิสมต่างๆในร่างกายเช่นเดียวกับการออกกำลังกายแอโรบิกแบบอื่นและ
อีกทั้งไทชิเป็นการออกกำลังกายแบบไร้แรงกระแทก นุ่มนวล และปลอดภัย ไทชิจึงน่าจะเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในการส่งเสริมเมทาบอลิสมในร่างกาย การไหลเวียนของกระแสเลือดและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
มิราเคิลไทชิ (Miracle Tai Chi) หรือ การฝึกไทชิโดยเน้นการหายใจ ที่คิดค้นโดย อาจารย์สมศักดิ์ อินทร์เผือก ได้นำเอาการออกกำลังกายแบบไทชิเดิมที่มักเน้นในด้านท่าทางการเคลื่อนไหวมากกว่าการกำหนดลมหายใจ และมีจำนวนท่าที่มากมายยากต่อการจดจำในผู้สูงอายุ มาปรับโดยการลดจำนวนท่าลงเหลือ 16 ท่าและเพิ่มการกำหนดลมหายใจที่ช้าและลึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการหายใจด้วยท้องเพื่อให้หน้าท้อง และทรวงอกเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการทำงานประสานกันระหว่างการหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่จะดันอวัยวะภายในช่องท้องลงไปด้านล่างและมีการยกขึ้นของกระดูกซี่โครง ซึ่งจะช่วยให้ปอดขยายตัวได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ดนตรีช่วยในการกำหนดอัตราการหายใจ เฉลี่ย 6 ครั้งต่อนาที สอดคล้องกับผลการวิจัยที่ว่าการหายใจช้าและลึก ในอัตราเฉลี่ย 6 ครั้งต่อนาที จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจและพัฒนาระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันเลือดเนื่องจากสามารถช่วยส่งเสริมการทำงานของปอดและกระบังลมให้เคลื่อนไหวได้สอดคล้องกับการทำงานของหัวใจ (Bernardi et al, 2002) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยที่รายงานผลของการฝึกไทชิดังกล่าวที่ส่งผลต่อภาวะการต้านอนุมูลอิสระ และสุขสมรรถนะโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลของการฝึกมิราเคิลไทชิต่อระดับการต้านอนุมูลอิสระและสารชีวเคมีที่เกี่ยวข้องในเลือด และศึกษาผลของการฝึกมิราเคิลไทชิว่าจะมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของปอด (lung function) ประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนในการหายใจ (oxygen uptake) และการทรงตัว (balance) ในผู้สูงอายุได้หรือไม่ อย่างไร โดยคณะผู้วิจัยคาดว่าการฝึกมิราเคิลไทชิจะช่วยเสริมสร้างสุขสมรรถนะและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี
ตารางการฝึกมิราเคิลไทชิของกลุ่มอาสาสมัครหญิงผู้สูงอายุ
วัน |
เวลา |
พฤศจิกายน |
ธันวาคม |
มกราคม |
กุมภาพันธ์ |
มีนาคม |
วันจันทร์ |
10.30-12.00 |
15,22,29 |
13,20,27 |
10,17,24,31 |
7,14 |
7,14 |
วันพุธ |
10.30-12.00 |
17,24 |
1,8,15,22,29 |
5,12,19,26 |
2,9 |
2,9,16 |
วันศุกร์ |
10.30-12.00 |
19,26 |
3,17,24 |
7,14,21,28 |
4,11 |
4,11,18 |
โดยอาจารย์สมศักดิ์ อินทร์เผือก ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย อาคารนิมิบุตร ภายใน สนามกีฬาแห่งชาติ



|
Miracle Tai-chi ถวายพลังชี่แด่พ่อหลวงครั้งที่ 4
อาจารย์สมศักดิ์ อินทร์เผือก ผู้อำนวยการ Miracle Tai-chi Centre ได้จัดกิจกรรมงาน Miracle Tai-chi ถวายพลังชี่แด่พ่อหลวง ครั้งที่ 4 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช 2553 ณ สวนรถไฟ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
อาจารย์สมศักดิ์ ได้เปิดใจถึงความตั้งใจในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “ผมและลูกศิษย์ Miracle Tai-chi พร้อมด้วยหน่วยงาน องค์กรต่างๆ มีความตั้งใจที่จะร่วมกันจัดกิจกรรมงาน Miracle Tai-chiเพื่อรวมพลังถวายพลังชี่แด่พ่อหลวงซึ่งเป็นพลังธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวของเราทุกคน แด่พ่อหลวงของเราให้ท่านทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน และแสดงถึงความจงรักภักดี สร้างความสามัคคีรวมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และงานนี้เราได้รับความร่วมมือ ความมีน้ำใจจากคุณเพชรี พรหมช่วย และคุณกิตติพันธ์ นุตยกุล
ผู้ดำเนินรายการโต๊ะข่าวบันเทิง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 มาเป็นพิธีกรและร่วมรวมพลังถวายพลังชี่แด่พ่อหลวงด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”
อาจารย์อมร เอี่ยมศิริ (ปรมาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้กับอาจารย์สมศักดิ์ อินทร์เผือก) ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “Miracle Tai-chi ถวายพลังชี่แด่พ่อหลวง ครั้งที่ 4” และเป็นผู้นำการออกกำลังกาย Miracle Tai-chi พร้อมกับอาจารย์สมศักดิ์และคุณเพชรี พรหมช่วย ผู้ดำเนินรายการ โต๊ะข่าวบันเทิง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 บนเวที โดยเริ่มตั้งแต่การบริหารลมปราณ 18 ท่าชุดที่ 1 ชุดที่ 3และชุดที่ 5
หลังจากออกกำลังกาย Miracle Tai-chi ครบกระบวนท่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านต่างรวบรวมสมาธิรวมพลังตั้งจิตอธิษฐาน ถวายพระพรแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ก่อนปิดงาน บนเวทีกิจกรรม อาจารย์สมศักดิ์ได้บอกกล่าวถึงที่มาของวัตถุประสงค์ในการกิจกรรมครั้งนี้ และได้เรียนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านเพื่อรับทราบถึงเงินที่ได้ร่วมกันบริจาคนั้น ทาง Miracle Tai-chi Centre ได้นำไปมอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ โดยบริจาคผ่านทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 และบอกความรู้สึกดีๆข้อคิดดีๆให้กับผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “งานทุกงานที่จัดโดย Miracle Tai-chi Centre ประสบความสำเร็จด้วยดีเสมอมา จากความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทุกคน ผมรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณทุกๆท่าน ที่ได้ร่วมใจกันรวมพลังถวายพลังชี่แด่พ่อหลวง ดังนั้นเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “สามัคคีคือพลัง (อันยิ่งใหญ่)” ผมอยากให้พวกเราคนไทยรักกัน สามัคคีกัน และขอให้ทุกๆท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง กับการออกกำลังกาย Miracle Tai-chi”
ขอขอบคุณสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมงาน Miracle Tai-chi
1. Miracle Taichi Centre
2. คลีนิกทันตแพทย์ธงชัย
3. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
5. ฟิลิปเวน สาขาราชประสงค์ สาขาลาดพร้าว
6. แคปปิตอลคลับ สุขุมวิท 24
7. บริษัท เบญจจินดาโฮลดิ้ง จำกัด
8. เกศินีฟิสเนส
9. แคลิฟอร์เนียฟิสเนส สาขาสยามพารากอน,สีลม,แจ้งวัฒนะ,ปิ่นเกล้า
10. อาสาสมัครโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ
11. คุณเพชรี พรหมช่วย และคุณกิตติพันธ์ นุตยกุล
ผู้ดำเนินรายการโต๊ะข่าวบันเทิง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3
12. ชมรมชี่กง ปตท.
13. ชมรมรักสุขภาพวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จ.สระบุรี
14. ชมรมไทเก็ก หมู่บ้านถนนใหญ่ จ.ลพบุรี
15. ชมรมไทเก็ก อำเภอหนองม่วง จ.ลพบุรี
16. ชมรมไทเก็ก หมู่บ้านถนนแค จ.ลพบุรี
17. ชมรมไทเก็ก ละโว้ 46 จ.ลพบุรี
18. ชมรมไทเก็กวัดสระตือ จ.พระนครศรีอยุธยา
19. สมาชิกทุกท่านที่เข้าร่วม
คลิกชมภาพกิจกรรม
ที่อยู่
Miracle-Taichi Centre
เลขที่ 160/9 – 10 (ชั้น3 ศูนย์การแพทย์อินเตอร์เมด)
ถ.สุขุมวิท 55 ทองหล่อ 6
แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา
กรุงเทพฯ 10110
www.miracle-taichi.com
|