VCD กายบริหาร • ลมปราณ ไทชิ
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่
โทร. 084-106-7255
อีเมล์. somsak@miracle-taichi.com
ประวัติ Tai-Chi
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่กำลังนิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันทั่วโลกในขณะนี้คือ
กายบริหาร-ลมปราณแบบแบบมวยจีน
ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนประมาณสามพันกว่าปีมาแล้ว ทั่วโลกให้การยอมรับในด้านการทำให้สุขภาพแข็งแรงแบบองค์รวม(กาย-จิต-จิตวิญญาณ) อวัยวะทุกส่วนมีการบริหารอย่างสมดุล มีประโยชน์มากมายมหาศาล หากมีการฝึกอย่างถูกต้องและต่อเนื่องสม่ำเสมอ
กายบริหาร-ลมปราณเพื่อสุขภาพแบบมวยจีนมีชื่อเรียก
ภาษาจีนกลาง ไท่จี๋-ชี่กง ซึ่งถือว่าเป็นภาษาต้นกำเนิดของวิชานี้
ภาษาอังกฤษ Tai-Chi ซึ่งเป็นชื่อเรียกสากลที่เข้าใจกันทั่วโลก
ภาษาแต้จิ๋ว ไทเก็ก ซึ่งชาวจีนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว
ทำไมคนส่วนใหญ่จึงมองว่าเป็นการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ?
จากเอกสารที่ค้นพบ ไท่จี๋หรือไทชิ ผู้ที่มาเผยแพร่ประเทศไทยครั้งแรกคือ ท่านปรมาจารย์ ตั่ง เอ็ง เกี๊ยก เมื่อปี พ.ศ.2498 โดยชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้เชิญมา (รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งหมด) หลังจากนั้นก็เป็นที่แพร่หลายจะพบเห็นการฝึกมวยจีนครั้งแรกๆ แถววงเวียน 22 กรกฎา และบริเวณสพานพุทธ จนปัจจุบันจะเห็นที่บริเวณสวนลุมพินี สวนสาธารณะต่างๆทั่วกรุงเทพฯ ภาคเหนือทั้ง 16 จังหวัด และภาคใต้เกือบทุกจังหวัด ซึ่งมีการจัดงานพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำทุกปี จากฝึกช่วงแรกๆ จะต้องเชิญปรมาจารย์จากประเทศจีนมาสอน ซึ่งตรงนี้เองจะมีการรวบรวมเงินจากผู้ที่สนใจฝึกมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาจารย์ ทำให้ผู้มองว่าเป็นการออกกำลังกายของผู้มีเงิน คนที่ไม่มีเงินออกค่าใช้จ่ายก็ไม่กล้าเข้าร่วมการฝึก ซึ่งผู้ที่มีเงินส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ที่สูงอายุ จึงทำให้เป็นภาพของกีฬาของผู้สูงอายุตั้งแต่นั้นมา สำหรับในประเทศจีนการฝึกมวยจีนนั้นฝึกกันทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงอุดมศึกษา
ทั่วโลกให้การยอมรับมวยจีนด้านใดบ้าง
การฝึกมวยจีนนั้นมีหลายแบบ เช่น
การฝึกเพื่อการต่อสู้ เช่น มวยจากวัดเส้าหลิน
การฝึกเพื่อการแข่งขันหรือปัองกันตัว เช่น ยูโด เทควันโด
การฝึกเพื่อสุขภาพ เช่น กายบริหาร-ลมปราณเพื่อสุขภาพ
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเภท เช่น ชี่กง ฝ่าหลุนกง เว่ยตันกง รำดอกบัวและอื่นๆอีกมากมาย แต่ที่ยอมรับกันทั่วโลกและนิยมฝึกกันมากที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้คือ ไท่จี๋-ชี่กงหรือ Tai-Chi เพราะมีเอกสารวิจัยเกี่ยวกับผลการวิจัยไม่ว่าจะเป็น
ผลเกี่ยวกับการหายใจ ผลต่อระบบการไหลเวียนเลือด ผลต่อกล้ามเนื้อ ผลต่อระบบประสาท ผลต่อฮอร์โมนและผลต่อระบบจิต-จิตวิญญาณ เกิดผลดีต่อผู้ฝึกแบบองค์รวม
ประวัติการออกกำลังกายและการทำสมาธิแบบจีน
การออกกำลังกายและการทำสมาธิถือว่าเป็นวัฒนธรรมของจีนที่เก่าแก่มาช้านาน ซึ่งอาจจะมีมาก่อนการบันทึกประวัติศาสตร์เสียด้วยซ้ำ ตามหลักฐาน กษัตรย์หวังตี้ ซึ่งรู้จักในนามจักรพรรดิเหลือง เริ่มครองราชย์ในราว 2,700 ปีก่อนคริสตกาล ทรงใช้การออกกำลังกายอย่างหนึ่งเรียกว่า ต๋าวหยิ่น เพื่อที่จะยืดพระชนมายุของพระองค์
คำว่า ต๋าว หมายถึงโน้ม หยิ่น หมายถึง นำ ทั้งสองคำนี้ให้เงื่อนคำว่า การออกกำลังกายใช้ได้ผลอย่างไร คือการเคลื่อนไหวแขน ขานั้นนำไปสู่การไหลเวียนของโลหิต เพื่อที่ว่าทุกอณูในร่างกายจะได้รับการซ่อนแซม และชำระล้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนั้นการเคลื่อนไหว ยังเป็นตัวนำลมหายใจเข้าและออกจากปอด ร่างกายจึงสามารถสูดก๊าซออกซิเจนเข้าไปเสริมสร้างและเพิ่มพลังแก่ร่างกายส่วนสารพิษต่างๆ ก็จะถูกขับออกมาได้ดีขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงเป็นพื้นฐานของการฝึกฝนที่โน้มนำกระบวนการ ทางร่างกายโดยอัตโนมัติ เพื่อให้กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปในทางที่ยังประโยชน์มากขึ้น แน่นอนที่ว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบใดก็ได้ ที่ยังผลเช่นนี้ แต่อารยธรรมจีนมีจุดเด่นประการหนึ่งคือ มีการค้นพบและศึกษาเคล็ดลับวิธีทที่จะยืดอายุของตนในช่วงก่อนประวัติศาสตร์
ส่วนที่สำคัญในการฝึกฝน ต๋าวหยิ่นก็คือ วิธีเชื่อมโยงการเคลื่อนไหว แขน ขา เข้ากับการหายใจซึ่งความจริงแล้ว การเชื่อมโยงสองสิ่งเข้าด้วยกันนี้เอง ที่ทำให้การออกกำลังกายแบบนี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก นอกจากนี้วิธีการออกกำลังกายของกษัตริย์หวังตี้ ยังรู้จักกันในนาม ถู่หนา
คำว่า ถู่ หมายถึงการหายใจออก หนา หมายถึง การหายใจเข้า
นอกจากกการออกกำลังกายดังกล่าวแล้ว พระองค์ทรงระมัดระวังไม่ให้บันดาลโทสะหรืออารมณ์พลุ่งพล่านโดยไม่ยั้งคิด และประทับนั่งเงียบๆ ทำให้พระทัยสงบลง พระองค์สามารถครองราชสมบัติเป็นเวลาถึง 100 ปี และมีนางในกว่า 100 คน
ส่วนผู้ที่คิดค้นระบบการต่อสู้แบบ ไท่จี๋เฉวียน คือปรมาจารย์ จาง ซัน เฟิง เกิดวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1247 นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ผนวกการหายใจแบบเต๋า หรือที่เรียกว่า ชี่กง เข้าไปในมวยเส้าหลิน ดังนั้น ไท่จี๋เฉวียน จึงเป็นการฝึกทั้งพลังจิตและกาย โดยเน้นธรรมชาติซึ่งใกล้เคียงกับการฝึก เต๋าโดยตรง
การหายใจแห่งเต๋า
การหายใจเป็นเรื่องสำคัญที่มีการศึกษากันในประเทศจีนมากว่า 5,000 ปี ผู้นับถือลัทธิเต๋าได้ใช้เทคนิคการหายใจป้องกันโรคภัยไข้เจ็บรักษาความเป็นหนุ่มสาวเพื่อทำให้อายุยืนนานและบรรลุเป้าหมายสูงสุด นั่นคือความเป็นอมตะ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ผู้คนทางตะวันตกสนใจในเรื่องนี้กันมากขึ้นและแพทย์หลายราย
ตระหนักว่า การหายใจลึกๆ สามารถรักษาสุขภาพและเยียวยาโรคภัยต่างๆ ได้ แต่แพทย์เหล่านี้ไม่ได้อธิบายเทคนิคที่ใช้หรือรายละเอียดใดๆ แม้กระนั้นเมื่ออิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกแพร่กระจายไป จึงมีหนังสือและวารสารหลายเล่มกล่าวถึงเรื่องนี้ แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีการอธิบาย ที่เป็นระบบและแจ่มแจ้งหรือการวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ในเรื่องเทคนิคการหายใจจนจบ บันทึกประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า เล่าจื๊อ เป็นผู้บันทึกเสียง FU และ SHI เป็นระบบเสียงหายใจเข้า-ออก เพื่อใช้ในการรักษาโรค
(จากหนังสือ ฝึกสมาธิแบบจีน แปลโดยอัญญเวทย์และหนังสือมวยไทเก็กโดยอาจารย์คณิต ครุฑหงษ์)
Tai-Chi Miracle in yourself
Tai-Chi Miracle in yourself คืออะไร
จากการที่กระผมได้เรียนรู้จากอาจารย์และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมากว่า 8 ปี(หยุดการออกกำลังกายประเภทอื่นทั้งหมด) ทำให้พบว่า
ระบบหายใจเข้าลึก-หายใจออกยาว สม่ำเสมอ มีสมาธิดีขึ้น มีความอดทนและเข้าใจตนเองมากขึ้น ระบบขับถ่ายดีมากเป็นเวลา กระดูก-ไขข้อต่างๆ มีการยืดหยุ่นดีขึ้น มีการทรงตัวดี กระตือรือล้นตลอดเวลา ช่วยอาจารย์เผยแพร่ให้ประชาชนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนหันมากออกกำลังกายแบบมวยจีนกว่า 2-3 พันคน และผลพลอยได้อีกประการหนึ่งคือ สามารถหยุดดื่มสุรา หยุดใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยโดยอัตโนมัติ
จากผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองและเกิดขึ้นกับประชาชนจำนวนมากที่มาออกกำลังกายแบบมวยจีน จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเผยแพร่การออกกำลังกายประเภทนี้ ให้แก่คนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 40-55 ปี ให้มาทดลองฝึกจะได้ค้นพบอะไรบางในตัวของเราเอง ซึ่งทุกคนมีอยู่แล้วแต่ไม่เคยฝึกออกมาใช้ หากท่านลองมาฝึกอย่างเชื่อมั่นและตั้งใจ ก็จะปรากฏผลให้เห็นทันที
จุดเด่น Tai-Chi Miracle in yourself เป็นการผสมผสานระหว่างปรัชญาการฝึกซึ่งเป็นภูมิปัญญาตะวันออกที่อาศัยหลักการเฝ้าดูธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน กับหลักสรีรวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาแบบตะวันตกที่มีการคิดค้นวิจัยตลอดเวลา
ปรัชญาการฝึก เน้นพลังที่ตัวผู้ฝึกเอง
ซึ่งธรรมชาติได้ให้มาอย่างสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ แต่ขาดการควบคุมอย่างธรรมชาติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลจึงเจ็บป่วยในที่สุด
พลังแห่งการผ่อนคลาย
ร่างกาย คลายปวดเมื่อย ลดความตึงเครียดของร่างกาย จิตใจ-จิตวิญญาณ ลดความวิตกกังวล ความคิดฟุ้งซ่าน พักผ่อนสมอง-จิต ทำให้ ผ่อนคลายกาย/สบายจิต
พลังแห่งการหายใจ
ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของชีวิต การเคลื่อนไหวต่างๆภายในร่างกายและสร้างภูมิต้านทานโรคและเป็นหัวใจของการฝึก
หายใจแบบก่อนกำเนิด เป็นการทวนกระแส ชะลอความแก่ อายุยืนยาวอย่างมีความสุข
หายใจแบบหลังกำเนิด หายใจเข้าลึก-ออกยาว ปอดและหัวใจแข็งแรง
ทำให้ ลดความดันโลหิต/เพิ่มพลังความกระชุ่มกระชวยตลอดเวลา
พลังแห่งการเคลื่อนไหว
เน้นพลังภายในซึ่งเกิดจากการผ่อนคลายและการหายใจเข้าลึก-ออกยาว มากกว่าการเคลื่อนไหวภายนอกที่เน้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นหลัก
เมื่อเคลื่อนไหวเริ่มต้นที่จิตก่อน จิตควบคุมการเคลื่อนไหว รู้ทันการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
เคลื่อนไหวช้าและต่อเนื่อง จะพบความไวในจิตประสาท(สมาธิยาวขึ้น)
เคลื่อนไหวจากพลังภายในทำให้อวัยวะต่างๆ ไม่เสื่อมเร็ว ทำให้เสริมความหนุ่ม/คงความสาวยาวนาน
การฝึกจะก้าวหน้าอยู่เสมอมีปัจจัยอยู่ 3 ประการ
คำสอนที่ถูกต้อง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยจะเน้นปรัชญาการฝึกที่ถูกต้อง มากกว่าท่าทางเพียงอย่างเดียว ซึ่งท่าทางเป็นส่วนประกอบภายนอกเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือภายในถือเป็นหัวใจของการฝึก
ความพากเพียร ของตัวผู้ฝึกเองจะต้องมีการปฏิบัติซ้ำๆกันหลายครั้งและเป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกัน จนกว่าจะเป็นธรรมชาติหรือปรัชญาของผู้ฝึกเองและสามารถก้าวหน้าไปได้อีก ไม่มีที่สิ้นสุด
พรสวรรค์ ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องใช้เวลาฝึกอย่างต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน
หลักสรีรวิทยา
ท่าทางการเคลื่อนไหวจะเน้นที่ความช้าแต่ต้องถูกต้องตามหลักสรีรวิทยาดังนี้
ในระหว่างการฝึก แขน-ขา จะเคลื่อนไหวช้า
สมองอยู่ในสภาพพักผ่อน ดังนั้นสมองจึงได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีการนอนหลับไม่เพียงพอ
ศรีษะตั้งตรงเป็นธรรมชาติอยู่เสมอ และเนื่องจากไม่ใช้แรงงุ่มง่าม(awkward strength) คอจึงไม่ติดตรึงอยู่กับที่ การหมุนเวียนของโลหิตและการหายใจจะเป็นไปอย่างราบเรียบ(smoothly) สมองส่วนหน้า(cerebral cortex)ซึ่งเป็นศูนย์ของระบบประสาทส่วนกลาง(centre of nervous system)จะเชื่อมได้อย่างอิสระกับเส้นประสาทกลางสันหลัง(spinal cord) โดยไม่ถูกขัดขวางหรือเกิดผลเสีย
ลูกตาจะไม่ต้องฝืนเกร็งเลยในการเคลื่อนไหวที่ช้าและสงบ ดังนั้นลูกตาจึงสามารถเคลื่อนไหวได้เมื่อต้องการ โดยวิธีนี้กล้ามเนื้อลูกตาจะไม่เมื่อยล้าเกินไป และลูกตาจะได้รับการพักผ่อน
ปากปิดอย่างธรรมชาติไม่เกร็งแน่น ลมหายใจผ่านทางจมูกเพื่อสร้างนิสัยหายใจผ่านจมูก
ลิ้นแตะเพดานปาก จะทำให้ต่อมน้ำลายหลั่งต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ชุ่มคอและช่วยย่อยอาหาร
ไหล่ลดลงอย่างธรรมชาติ อกผ่อนอยู่ในท่าธรรมชาติ วิธีนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อชายโครง ( intercostal muscles) และกระบังลมให้ดีขึ้น และช่วยบริหารกล้ามเนื้อนอกบังคับของจิตใจ ( involumtary muscle)ของอวัยวะภายใน ช่วยการหายใจให้ลึกถึงท้อง ช่วยการย่อยอาหารและการ ขับถ่าย เมื่อประสาทสัน หลังตั้งตรงในแนวปกติสมองจะไม่ได้รับการบาดเจ็บ
การผ่อนคลายเอวและปล่อยกล้ามเนื้อเอวให้เป็นอิสระตามสบายจะทำให้เอวมีความไว(sensitivity)และเคลื่อนไหวได้ง่าย ปริมาณของลมหายในถึงท้อง(abdomen breathing) จะได้รับการเพิ่มพูนขึ้นทุกๆ การเคลื่อนไหวจะถูกกำหนดจากเอว การเคลื่อนไหวเอวอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อนอกบังคับจิตใจของอวัยวะภายใน ช่วยให้ไตและลำไส้แข็งแรงและลดความดันโลหิต
สะโพก(sacrum) ต้องรักษาให้อยู่ในตำแหน่งตรงกลางเพื่อให้เส้นประสาทในกระดูกสันหลังอยู่ในตำแหน่งตรงกลางเพื่อให้เส้นประสาทในกระดูกสันหลังอยู่ในแนวตั้ง จะช่วยป้องกันสมองจากอันตรายต่างๆ และเป็นผลดีสำหรับทั้งร่างกายเพราะว่าเส้นประสาทสันหลังเชื่อมอยู่กับสมอง และทั้งสองส่วนถือกันว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของร่างกาย
แขน-ขาและตลอดทั้งลำตัวมีการเคลื่อนไหวที่ช้าและไม่มีการเหยียดมากเกินไป ไม่ใช้แรงกระแทกกระทั้น ช่วยให้เส้นเอ็นและกระดูกพัฒนาไปอย่างปลอดภัย การไหลเวียนของโลหิตและพลัง จะปกติเพิ่มจำนวนเส้นเลือดฝอยและการเติมออกซิเจน(oxidation) ที่เซลหัวใจและหลอดเลือดที่ใกล้ที่ใกล้หัวใจ จะมีความยือหยุ่นดีไม่เปราะตีบตันและตลอดร่างกาย ใจพัฒนาไปอย่างมีสมดุลย์
การหายใจอย่างธรรมชาติจะทำให้กระบังลมเคลื่อนไหวขึ้นลง เป็นการบริหารกล้ามเนื้อนอกบังคับของจิตใจของอวัยวะภายใน เมื่อช่องท้องถูกแรงกดดัน เส้นโลหิตดำในช่องน้อยจะส่งเลือดเข้าสู่หัวใจห้องล่างด้านขวา(ventricle) เมื่อช่องท้องคลายความดันโลหิตจะไหลกลับสู่ช่องท้อง โลหิตจึงมีการหมุนเวียน การบริหารกระบังลมยังมีผลเป็นการนวดตับ ช่วยขับเลือดออกจากตับและช่วยให้ประสิทธิภาพของตับดีขึ้น
www.miracle-taichi.com
ติดต่อสอบถาม โทร.084-106-7255